แพคเกจจิ้ง
ทุกการสร้างสรรค์ผลงานจากแผ่นกระดาษ สู่บรรจุภัณฑ์ 3 มิติ ด้วยงานพิมพ์ที่มุ่งเน้นเรื่องคุณภาพ
และความคงทนแต่ก็ไม่ละทิ้งสีสันและความสวยงาม เพื่อสร้างมูลค่าให้แก่ตัวสินค้าด้วยบรรจุภัณฑ์
พร้อมให้คำแนะนำในทุกขั้นตอนการผลิตกล่องครีม, กล่องเครื่องสำอาง, กล่องสบู่, กล่องอาหารเสริม,
กล่องกระดาษ, ถุงกระดาษ, แพคเกจจิ้งอื่นๆ
แพคเกจจิ้ง
ทุกการสร้างสรรค์ผลงานจากแผ่นกระดาษ สู่บรรจุภัณฑ์ 3 มิติ ด้วยงานพิมพ์ที่มุ่งเน้นเรื่องคุณภาพ
และความคงทนแต่ก็ไม่ละทิ้งสีสันและความสวยงาม เพื่อสร้างมูลค่าให้แก่ตัวสินค้าด้วยบรรจุภัณฑ์
พร้อมให้คำแนะนำในทุกขั้นตอนการผลิตกล่องครีม, กล่องเครื่องสำอาง, กล่องสบู่, กล่องอาหารเสริม,
กล่องกระดาษ, ถุงกระดาษ, แพคเกจจิ้งอื่นๆ
ความหนาของกระดาษ
ในการพิมพ์แพคเกจจิ้งต่างๆ เช่น กล่องเครื่องสำอาง, กล่องครีม, กล่องสบู่ ฯลฯ ความหนาของกระดาษที่ใช้นั้นมีความสำคัญต่อการบรรจุสินค้าอย่างยิ่ง เพราะหากเลือกใช้กระดาษที่บางจนเกินไป ก้นกล่องก็จะไม่แข็งแรง ไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้ โดยทั่วไปแล้วความหนาของกระดาษส่วนใหญ่ที่ใช้ในงานพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ หรือกล่องสินค้า จะอยู่ที่ 250 – 350 แกรม แต่จะหนาแค่ไหนนั้น สามารถพิจารณาจากน้ำหนักของตัวสินค้าที่ต้องการบรรจุภายในได้เลย และนอกเหนือจากกล่องกระดาษแล้ว การพิมพ์แพคเกจจิ้ง หรือบรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษ ยังสามารถผลิตออกมาในรูปแบบอื่นได้อีกด้วย เช่น ซองกระดาษ, กระป๋องกระดาษ และถังกระดาษ
ความหนาของกระดาษ
ในการพิมพ์แพคเกจจิ้งต่างๆ เช่น กล่องเครื่องสำอาง, กล่องครีม, กล่องสบู่ ฯลฯ ความหนาของกระดาษที่ใช้นั้นมีความสำคัญต่อการบรรจุสินค้าอย่างยิ่ง เพราะหากเลือกใช้กระดาษที่บางจนเกินไป ก้นกล่องก็จะไม่แข็งแรง ไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้ โดยทั่วไปแล้วความหนาของกระดาษส่วนใหญ่ที่ใช้ในงานพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ หรือกล่องสินค้า จะอยู่ที่ 250 – 350 แกรม แต่จะหนาแค่ไหนนั้น สามารถพิจารณาจากน้ำหนักของตัวสินค้าที่ต้องการบรรจุภายในได้เลย และนอกเหนือจากกล่องกระดาษแล้ว การพิมพ์แพคเกจจิ้ง หรือบรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษ ยังสามารถผลิตออกมาในรูปแบบอื่นได้อีกด้วย เช่น ซองกระดาษ, กระป๋องกระดาษ และถังกระดาษ
ชนิดกระดาษ
ในส่วนของกระดาษที่ใช้ในงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ประเภทต่างๆ
นั้นก็มีอยู่หลายชนิด แต่ชนิดที่นิยมใช้โดยทั่วไป ได้แก่ “กระดาษอาร์ต” ด้วยลักษณะของกระดาษชนิดนี้ เนื้อจะแน่น มีผิวเรียบจึงเหมาะสำหรับงานพิมพ์ 4 สี มีแบบย่อยให้เลือกอีก ซึ่งคุณภาพก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่มาตรฐานของผู้ผลิตรวมถึงราคาด้วย ดังนี้
- กระดาษอาร์ตมัน เนื้อกระดาษจะเรียบ และเป็นมันเงา พิมพ์งานออกมาได้ใกล้เคียงกับสีจริง ทั้งยังสามารถเคลือบเงาได้ดี
- กระดาษอาร์ตด้าน เนื้อกระดาษจะเรียบ แต่ไม่มันเงา เมื่อพิมพ์งานสีที่ได้จะซีดลงเล็กน้อย แต่ดูหรูหรากว่า
- กระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า เป็นกระดาษอาร์ตที่เหมาะสำหรับงานพิมพ์โปสการ์ด พิมพ์การ์ดปีใหม่ แลการ์ดอื่นๆ เนื่องจากการพิมพ์การ์ดนั้นต้องการกระดาษที่มีความหนา
- กระดาษอาร์ตการ์ด 1 หน้า เป็นกระดาษอาร์ตที่มีความแข็งแกร่งกว่ากระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า เหมาะสำหรับพิมพ์งานที่ต้องการพิมพ์แค่หน้าเดียว
- กระดาษแฟนซีต่างๆเป็นกระดาษที่มีลวดลายในตัวเอง ทำให้งานพิมพ์ดูมีมูลค่าและคุณค่ามากกว่ากระดาษธรรมดา
ปัจจุบันการออกแบบแพคเกจจิ้งหรือบรรจุภัณฑ์นั้นมีความหลายหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งบางครั้งลูกค้าอาจต้องการงานในรูปแบบที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ดังนั้นการเลือกใช้กระดาษชนิดอื่นๆ จึงอาจเป็นทางหนึ่งที่สามารถช่วยสร้างความแตกต่างได้ ทั้งนี้ โรงพิมพ์ของเรายังมีกระดาษอีกหลายชนิด เพื่อรองรับกับทุกความต้องการของคุณ
ชนิดกระดาษ
ในส่วนของกระดาษที่ใช้ในงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ประเภทต่างๆ
นั้นก็มีอยู่หลายชนิด แต่ชนิดที่นิยมใช้โดยทั่วไป ได้แก่ “กระดาษอาร์ต” ด้วยลักษณะของกระดาษชนิดนี้ เนื้อจะแน่น มีผิวเรียบจึงเหมาะสำหรับงานพิมพ์ 4 สี มีแบบย่อยให้เลือกอีก ซึ่งคุณภาพก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่มาตรฐานของผู้ผลิตรวมถึงราคาด้วย ดังนี้
- กระดาษอาร์ตมัน เนื้อกระดาษจะเรียบ และเป็นมันเงา พิมพ์งานออกมาได้ใกล้เคียงกับสีจริง ทั้งยังสามารถเคลือบเงาได้ดี
- กระดาษอาร์ตด้าน เนื้อกระดาษจะเรียบ แต่ไม่มันเงา เมื่อพิมพ์งานสีที่ได้จะซีดลงเล็กน้อย แต่ดูหรูหรากว่า
- กระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า เป็นกระดาษอาร์ตที่เหมาะสำหรับงานพิมพ์โปสการ์ด พิมพ์การ์ดปีใหม่ แลการ์ดอื่นๆ เนื่องจากการพิมพ์การ์ดนั้นต้องการกระดาษที่มีความหนา
- กระดาษอาร์ตการ์ด 1 หน้า เป็นกระดาษอาร์ตที่มีความแข็งแกร่งกว่ากระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า เหมาะสำหรับพิมพ์งานที่ต้องการพิมพ์แค่หน้าเดียว
- กระดาษแฟนซีต่างๆเป็นกระดาษที่มีลวดลายในตัวเอง ทำให้งานพิมพ์ดูมีมูลค่าและคุณค่ามากกว่ากระดาษธรรมดา
ปัจจุบันการออกแบบแพคเกจจิ้งหรือบรรจุภัณฑ์นั้นมีความหลายหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งบางครั้งลูกค้าอาจต้องการงานในรูปแบบที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ดังนั้นการเลือกใช้กระดาษชนิดอื่นๆ จึงอาจเป็นทางหนึ่งที่สามารถช่วยสร้างความแตกต่างได้ ทั้งนี้ โรงพิมพ์ของเรายังมีกระดาษอีกหลายชนิด เพื่อรองรับกับทุกความต้องการของคุณ
ชนิดกระดาษ
ในส่วนของกระดาษที่ใช้ในงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ประเภทต่างๆ
นั้นก็มีอยู่หลายชนิด แต่ชนิดที่นิยมใช้โดยทั่วไป ได้แก่ “กระดาษอาร์ต” ด้วยลักษณะของกระดาษชนิดนี้ เนื้อจะแน่น มีผิวเรียบจึงเหมาะสำหรับงานพิมพ์ 4 สี มีแบบย่อยให้เลือกอีก ซึ่งคุณภาพก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่มาตรฐานของผู้ผลิตรวมถึงราคาด้วย ดังนี้
- กระดาษอาร์ตมัน เนื้อกระดาษจะเรียบ และเป็นมันเงา พิมพ์งานออกมาได้ใกล้เคียงกับสีจริง ทั้งยังสามารถเคลือบเงาได้ดี
- กระดาษอาร์ตด้าน เนื้อกระดาษจะเรียบ แต่ไม่มันเงา เมื่อพิมพ์งานสีที่ได้จะซีดลงเล็กน้อย แต่ดูหรูหรากว่า
- กระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า เป็นกระดาษอาร์ตที่เหมาะสำหรับงานพิมพ์โปสการ์ด พิมพ์การ์ดปีใหม่ แลการ์ดอื่นๆ เนื่องจากการพิมพ์การ์ดนั้นต้องการกระดาษที่มีความหนา
- กระดาษอาร์ตการ์ด 1 หน้า เป็นกระดาษอาร์ตที่มีความแข็งแกร่งกว่ากระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า เหมาะสำหรับพิมพ์งานที่ต้องการพิมพ์แค่หน้าเดียว
- กระดาษแฟนซีต่างๆเป็นกระดาษที่มีลวดลายในตัวเอง ทำให้งานพิมพ์ดูมีมูลค่าและคุณค่ามากกว่ากระดาษธรรมดา
ปัจจุบันการออกแบบแพคเกจจิ้งหรือบรรจุภัณฑ์นั้นมีความหลายหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งบางครั้งลูกค้าอาจต้องการงานในรูปแบบที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ดังนั้นการเลือกใช้กระดาษชนิดอื่นๆ จึงอาจเป็นทางหนึ่งที่สามารถช่วยสร้างความแตกต่างได้ ทั้งนี้ โรงพิมพ์ของเรายังมีกระดาษอีกหลายชนิด เพื่อรองรับกับทุกความต้องการของคุณ
เทคนิคหลังการพิมพ์
คุณสามารถเลือกใช้ “เทคนิคพิเศษแบบต่างๆ” เพื่อนำมาสร้างความน่าสนใจให้กับงานพิมพ์แพคเกจจิ้งของคุณเพิ่มเติมได้อีกด้วย ดังนี้
เทคนิคการเคลือบชิ้นงาน
- เคลือบ PVC เงา เป็นการเคลือบผิวกระดาษด้วยฟิล์ม PVC
ชนิดผิวมันวาว ทำให้กระดาษมีความเรียบ คงทน และเงาสูง
สามารถกันน้ำและทำให้ฉีกขาดยาก - เคลือบ PVC ด้าน เป็นการเคลือบผิวกระดาษด้วยฟิล์ม PVC ชนิด
ผิวด้าน นิยมทำกับงานพิมพ์ที่ต้องการความเรียบหรู สามารถกันน้ำและฉีกขาดยาก - เคลือบเงาเฉพาะจุด (Spot UV) เป็นการเคลือบเงาเฉพาะบางบริเวณ เพื่อขับเน้นส่วนที่ต้องการให้โดดเด่นขึ้นมา เช่น โลโก้ ตัวอักษรสำคัญ หรือภาพ โดยก่อนการเคลือบเฉพาะจุด จะนิยมเคลือบส่วนอื่นๆ ด้วย PVC ด้านก่อน
- เคลือบวานิช เป็นการเคลือบผิวกระดาษให้เงาด้วยวานิช ซึ่งให้ความเงาไม่สูงมากนัก แต่เน้นใช้เพื่อเสริมความทนทาน ป้องกันหมึกพิมพ์และผิวกระดาษจากการเสียดสีเป็นหลัก
- เคลือบ UV เป็นการเคลือบผิวกระดาษด้วยน้ำยาเงา แล้วจึงทำให้แห้งด้วยแสง UV การเคลือบในลักษณะนี้จะให้ความเงาสูงกว่าการเคลือบวานิช
เทคนิคหลังการพิมพ์
คุณสามารถเลือกใช้ “เทคนิคพิเศษแบบต่างๆ” เพื่อนำมาสร้างความน่าสนใจให้กับงานพิมพ์แพคเกจจิ้งของคุณเพิ่มเติมได้อีกด้วย ดังนี้
เทคนิคการเคลือบชิ้นงาน
- เคลือบ PVC เงา เป็นการเคลือบผิวกระดาษด้วยฟิล์ม PVC
ชนิดผิวมันวาว ทำให้กระดาษมีความเรียบ คงทน และเงาสูง
สามารถกันน้ำและทำให้ฉีกขาดยาก - เคลือบ PVC ด้าน เป็นการเคลือบผิวกระดาษด้วยฟิล์ม PVC ชนิด
ผิวด้าน นิยมทำกับงานพิมพ์ที่ต้องการความเรียบหรู สามารถกันน้ำและฉีกขาดยาก - เคลือบเงาเฉพาะจุด (Spot UV) เป็นการเคลือบเงาเฉพาะบางบริเวณ เพื่อขับเน้นส่วนที่ต้องการให้โดดเด่นขึ้นมา เช่น โลโก้ ตัวอักษรสำคัญ หรือภาพ โดยก่อนการเคลือบเฉพาะจุด จะนิยมเคลือบส่วนอื่นๆ ด้วย PVC ด้านก่อน
- เคลือบวานิช เป็นการเคลือบผิวกระดาษให้เงาด้วยวานิช ซึ่งให้ความเงาไม่สูงมากนัก แต่เน้นใช้เพื่อเสริมความทนทาน ป้องกันหมึกพิมพ์และผิวกระดาษจากการเสียดสีเป็นหลัก
- เคลือบ UV เป็นการเคลือบผิวกระดาษด้วยน้ำยาเงา แล้วจึงทำให้แห้งด้วยแสง UV การเคลือบในลักษณะนี้จะให้ความเงาสูงกว่าการเคลือบวานิช
เทคนิคการปั้มชิ้นงาน
- ปั๊มไดคัท (Die cutting) เป็นการตัดกระดาษให้ขาดตามรูปทรงที่นักออกแบบกำหนดมา
- ปั๊มฟอยล์เงิน/ทอง (Foil/Hot Stamping) เป็นการรีดกระดาษฟอยล์เงิน/ทอง หรือลายอื่นๆ ลงบนกระดาษ โดยมักใช้เน้นส่วนที่สำคัญ คล้ายกับการเคลืองเงาเฉพาะจุด เช่น ตัวอักษรสีทอง หรือขอบทองบนปก เป็นต้น
- ปั๊มนูน (Embossing) เป็นการกดกระดาษให้นูนขึ้นตามรูปทรงที่นักออกแบบกำหนดมา
- ปั๊มลึก (Debossing) จะตรงข้ามกับการปั๊มนูน คือ เป็นการปั๊มให้จมลงไปมากกว่าพื้นผิวปกติ